สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์

นนทบุรี

ค้นหา

วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร

เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ที่ตั้ง ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ (เดิมเป็นตำบลบางตะนาวศรี) อำเภอเมืองนนทบุรีฝั่งซ้าย (ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา) อยู่ใต้ตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร ขึ้นทะเบียนโบราณสถาณ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478รายละเอียดวัดเขมาภิรตาราม เดิมชื่อ “วัดเขมา” หรือบ้างเรียก “วัดเข็นมา” เป็นวัดโบราณสรร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนกว่านั้น ปรากฎว่าเคยเป็นวัดหลวงมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงให้ทัศนะเชื่อว่า พระเจ้าอู่ทองได้เคยปฏิสังขรณ์ แต่มิได้เป็นผู้สร้าง น่าจะสร้างตั่งแต่เขมรยังครอบครองดินแดนแถบนี้อยู่ ชื่อ “เขมา” แปลว่า ”เขมร”แต่หลวงวิจิตรวาทการ ได้กล่าวว่า เรื่องวัดเขามานี้มีแต่ชื่อเท่านั้นที่เป็นเครื่องมือสันนิษฐานไม่มีจารึก หรืออักษรวัตถุโบราณอันใดที่จะเป็นเครื่องช่วยเหลือ เพราะได้ซ่อมแปลงกันมาหลายหน หลักฐานดั่งเดิมสูญไป เปลี่ยนไป แม้พระประธานในพระอุโบสถองค์เดิมก็ถูกสร้างองค์ใหม่ทับลงไป พระประธานองค์เดิมข้างในจะรื้อออกดูไม่ได้ เอกสารในวัดนี้ไม่สามารถหาได้เกินรัชกาลที่ 4 ขึ้นไป เครื่องมอที่จะใช้สันนิษฐานจึงมีอย่างเดียวคือ ชื่อวัด แต่คำว่า “เขมา” ที่เป็นชื่อวัดก็ไม่ได้มีคำว่า “เขมร” เท่านั้น แต่ยังสามารถแปลว่า “ความสุขเกษม ความพ้นจากเรื่องห่วงใย ความปลอดภัยขากกังวลทั้งหลาย” ซึ่งเป็นธรรมอันสำคัญข้อหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา และเป็นมงคลสำคัญที่สุด คือ “อโสกํ วิรชํ เขมํ” ผู้สร้างวัดนี้เมื่อได้สร้างวัดไว้ในที่สงบสงัดริมน้ำ ในย่านที่เป็นความวิเวกของครั้งกระโน้น จึงให้ชื่อว่า “เขมา”ต่อมาในกรุงรัตรโกสินทร์ เป็นวัดที่อยู่ในสังกัดบัญชีกฐินหลวงของกรมพระราชวัง ยวรมหาเสนานุรักษ์ (วังหน้ารัชกาลที่ 2)ในสมัยรัชกาลที่ 2 สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตน์ (พระบรมราชืนีในรัชกาลที่ 2 เรียกกันเป็นสามัญว่า สมเด็จพระพันวสา) ทรงขอมาอยู่ในพระบรมราชินูปถัมป์ ในปี พ.ศ. 2371 ทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ และสร้างพระเจดีย์ทิศในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ปฏิสังขรณ์และสร้างพระมหาเจดีย์ พร้อมกับชะลอพระเจดีย์ทิศไปประดิษสันฐานเป็นพระเจดีย์ของพระมหาเจดีย์ อัญเชิญพระพุทธรูปโลหะจากพระราชวังจันทร์เกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาประดิษฐานหลังพระประธานในพระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. 2394 และพระราชทานสร้อยนามต่อท้ายชื่อวัดว่า “วัดเขมาภิรตาราม”ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์และให้รื้อย้ายพระที่นั่งมูลมณเฑียรจาก พระบรมมหาราชวังมาปลูกสรร้างที่วัดเขมาภิรตารามในสมัยรัชกาลที่ 9 ปี พ.ศ. 2492–2493 ทางราชการอนุมัติทุนตามโครงการบูรณะวัด จำนวน 5,000 บาท ทางวัดได้จัดการบูรณะพระอุโบสถ ซ่อมกระเบื้องมุงหลังคาที่น้ำฝนรั่ว ถือปูนฐานปัทม์ทั้งสองชั้นกำแพงแก้ว หน้าบัน เสาหาน (เสาระเบียงพระอุโบสถ) โดยรอบ ปี พ.ศ. 2495 บูรณะเสนาสนะและพระมหาเจดีย์ ปี พ.ศ. 2534-2537 บูรณะพระอุโบสถรายละเอียดสถานที่พระอุโบสถ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะสถาปัตยกรรมทรงไทย หลังคาประดับช่อฟ้า ในใบระกา หน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เนื่องจากวัดเขามาภิรตารามหันลงแม่น้ำเจ้าพระยา พระอุโบสถจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก รวมทังพระประธานด้วย จึงต้องสร้างพระศรีอารยเมตไตรให้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกไว้ที่ซุ้มด้านหลังพระอุโสถบานประตู หน้าต่างด้านนอกแกะสลักไม้และปูนปั้นเป็นรูปต้นเข็ม ส่วนบานประตูด้านในเป็นลายพุ่มต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ส่วนบานหน้าต่างด้านในเป็นรูปวาดรูปเทวดา ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพกระถามต้นไม้แบบจีน ภาพฝาผนังด้านบนทั้ง 4 ด้านเป็นภาพเขียนรูปนางฟ้าและเทวดา พระประธานในพระอุโบสถ เป้นพระพุทธรูปปางมารวิชัย รอบองค์พระประธานมีรูปพระเอสีติมหาสาวก  80 องค์ อยู่ด้านหน้าพระประธาน ถัดออกมาเป็นพระพุทธรูปโลหะที่ทรงเชิญมาจากวังพระราชวังจะนทร์เกษม ประดิษฐานอยู่บนฐานลายจีน ด้านหลังประประธานมีพระพุทธรูปกับพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่ยืนอยู่ 2 องค์ เป็นแบบเขมรที่ฝาผนัง เบื้องหลังเจาะเป็นช่องมีพระพุทธไสยาสน์พระมหาเจดีย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงก่อสร้างขึ้นหลังพระอุโสถ โดยถ่ายแบบมาจากพระเจดีย์วัดศรีอยุธยา สูง 15 วา ก่อรากพระมหาเจดีย์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2397 มีพระเจดีย์น้อย (จุลเจดีย์) ประจำทิศทั้ง 4 องค์พระมหาเจดีย์ประดิษฐานประทักษิณรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ส่วนฐานพระองค์พระมหาเจดีย์เป็นฐานแปดเหลี่ยม ที่ผนังฐานประทักษิณมีช่องซุ้มโค้งเป็นระยะ ภายในส่วนฐานและองค์ระฆังเป็นคูหาโล่ง และข้างในตรงกลางองค์พระมหาเจดีย์กลวงขึ้นไปจนสูง แสดงให้เกห็นความสามารถของการก่อสร้างอย่างดี เมื่อราวเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2495 มีการซ่อมสร้างพระมหาเจดีย์ครั้งใหญ่ ปรากฎว่าได้พบพระบรมสารีริกธาตุ อธิบดีกรมศาสนาพิสูจน์ตามตำราว่า เป็นพระธาตุแท้ ประชาชนที่ทราบข่าวต่างพากันหลังไหลมานมัสการ เมื่อบูรณะพระมหาเจดีย์เสร็จเรียบร้อย จึงกำหนดให้มีงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุเป็นงานประจำปี อยู่ในระยะต้นปีพุทธศักราช ในช่วง วันเวลา ที่ติดต่อกับวันมาฆบูชา ซึ่งส่วนมากจะตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ศาลาการเปรียญ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนตำหนักแดง เป็นตำหนักไม้เดิมรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างเป็นตำหนักหมู่ใหญ่วังหลวง ถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ที่เรียกว่าตำหนักแดง เพราะทาสีแดง เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์สิ้นพระชนม์แล้ว กรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ผู้เป็นพระธิดา (พระบรมราชืนีในรัชกาลที่ 2 ) ก็ได้ประทับอยู่ที่ตำหนักแดงต่อมาครั้งถึงสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ เสด็จออกไปประทับพระราชวังเดิมกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบได้มีการรื้อตำหนักเครื่องไม้ในวังหลวงสร้างเป็นตึกรัชกาลที่ 3 จึงได้โปรดเกล้าให้รื้อตำหนักแดงไป ปลูกถวายสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ที่พระราชวังเดิม ครั้งเมื่อทรงสววรคต พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้รื้อไปปลูกถวายเป็นกุฎีพระราชาคณะวัดโมฬีโลก เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ย้ายไปปลูกที่วัดเขมาภิรตาราม เพื่อเป็นอนุสรร์สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ตำหนักแดงถูกย้ายที่ตั้ง 3 ครั้ง ฉะนั้นตำหนักแดงที่ยังอยู่ในวัดเขมาภิรตารามจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้ก่ออิฐรองข้างล่าง ให้คงอยู่แต่ฝาและโครงไม้ชั้นบน ส่วนพื้นที่ได้เอาเปลี่ยนเอาไม้ใหม่มาใส่และยกพื้นขึ้นให้เสมอกัน แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้ตำหนักแดงจะเปลี่ยนแปลงไปแต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ยังพอเป็นหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ได้บ้าง เพราะเป็นชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นตัวอย่างปราสาทราชวังเมื่อร้อยปีเศษๆที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรือนฝากระดานเป็นเรือนไม้ที่รักษาไว้ได้นานที่สุดชิ้นหนึ่งพระที่นี่งมูลมนเทียร พระที่นี่งหลังนี้ อยู่ในพระบรมมหาราชวังมาแต่ก่อนปลูกขึ้นในสมัย พระบาทสมเด้จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เดิมทีเดียวปลูกเป็นตำหนักไม้ชั้นเดียว หลังคา 2 ตอน (แบบเรือนแฝด) ประดับเครื่องลำยองช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันเป็นไม้จำหลักปิดทองประดับกระจก ต่อมาในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้รื้อและแก้ไขเป็นตึกปลูกขึ้นใหม่ ในระหว่างที่นั่งภานุมาศจำรูญ กับบริเวณพระพุทธนิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้รื้อย้ายไปปลูกที่วัดเขมาภิรตาราม ทรงพระราชอุทิศเป็นโรงเรียนวัดเขามาภิรตาราม (ปัจจุบัน) กับโรงเรียนกลาโหมอุทิศ พระที่นั่งองค์นี้อยู่ในโรงเรียนกลาโหมอุทิศ ทางโรงเรียนใช้เป็นห้องสมุดของโรงเรียนมาถึงปัจจุบัน

เบอร์โทร

-

วันและเวลาทำการ

ทุกวันทำการ 08:00-18:00

ที่อยู่

ซอยพิบูลสงคราม3 ถนนพิมบูลสงครา ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

ความคิดเห็น